
ว่ากันด้วยเรื่องของการลงทุนหรือเทรดต่างๆ นั้น…ปัจจุบันมีช่องทางสำหรับการลงทุนนี้มากมายหลายแพลตฟอร์มและหลากหลายประเภทให้เราได้เลือกสรรกัน ตามความรู้ความถนัด ซึ่งหนึ่งในช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้ นั้นก็คือ “CFD” นั้นเองครับ เชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจไม่รู้จักกับช่องทางนี้ เราจึงอยากพาทุกๆ ท่านไปศึกษาและทำความเข้าใจกันครับ
ความหมายของ CFD คืออะไร?
CFD ย่อมาจาก Computational Fluid Dynamics หรือ พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ
ในความหมายทั่วไป CFD คืออะไร CFD ก็คือ การใช้คอมพิวเตอร์และระเบียบวิธีเชิงตัวเลข (numerical methods) ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการไหลของของไหล (ของเหลวและก๊าซ) โดยมีเป้าหมายเพื่อจำลองพฤติกรรมการไหล เช่น ความเร็ว ความดัน อุณหภูมิ และความหนาแน่น ในบริเวณที่สนใจ
ในบริบทของการซื้อขายและการลงทุน (CFD Trading) CFD ย่อมาจาก Contract for Difference หรือ สัญญาซื้อขายส่วนต่าง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทหนึ่งที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาของสินทรัพย์ต่างๆ โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นจริงๆ
หลักการพื้นฐานของ CFD คืออะไรและทำอย่างไรบ้าง?
หลังจากที่ทุกๆ ทราบเบื้องต้นเกี่ยวกับ CFD คืออะไรกันเเล้วนั้น…เรามาดูกันว่าหลักการพื้นฐานของ CFD (Contract for Difference) หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่างๆ เป็นอย่างไร ซึ่งนั้นก็คือ การทำสัญญาเพื่อแลกเปลี่ยนส่วนต่างของราคาสินทรัพย์อ้างอิงระหว่างเวลาที่เปิดสัญญาและเวลาที่ปิดสัญญา โดยผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นจริงๆ แต่จะเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคา
หลักการทำงานและขั้นตอนการเทรด CFD โดยทั่วไปมีดังนี้
- เลือกสินทรัพย์อ้างอิง: CFD สามารถเทรดได้กับสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้น, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมัน, ทองคำ), สกุลเงิน (Forex) และคริปโตเคอร์เรนซี
- เลือกทิศทางการเทรด:
- Long (ซื้อ): หากคาดการณ์ว่าราคาสินทรัพย์จะปรับตัวสูงขึ้น ผู้เทรดจะเปิดสถานะ Long
- Short (ขาย): หากคาดการณ์ว่าราคาสินทรัพย์จะปรับตัวลดลง ผู้เทรดจะเปิดสถานะ Short
- กำหนดขนาดสัญญา (Position Size): ผู้เทรดจะเลือกว่าต้องการซื้อหรือขาย CFD จำนวนเท่าใด ขนาดสัญญาจะส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุนที่จะเกิดขึ้น
- กำหนด Leverage (อัตราทด): CFD เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี Leverage ซึ่งหมายถึงผู้เทรดสามารถวางเงินประกัน (Margin) เพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญาเต็มจำนวนได้ Leverage ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไร แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนด้วย
- เปิดสถานะ (Open Position): เมื่อกำหนดทิศทาง ขนาดสัญญา และ Leverage แล้ว ผู้เทรดจะทำการเปิดสถานะซื้อหรือขายผ่านแพลตฟอร์มของโบรกเกอร์
- ติดตามราคา: หลังจากเปิดสถานะ ผู้เทรดจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์อ้างอิงอย่างใกล้ชิด
- ปิดสถานะ (Close Position): เมื่อราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ หรือเมื่อต้องการจำกัดการขาดทุน ผู้เทรดจะทำการปิดสถานะ โดยการทำรายการตรงข้ามกับการเปิดสถานะ (เช่น หากเปิด Long ก็จะปิดด้วยการ Short)
- คำนวณกำไรหรือขาดทุน: กำไรหรือขาดทุนจะคำนวณจากส่วนต่างของราคาที่เปิดและปิดสถานะ คูณด้วยขนาดสัญญา
ตัวอย่างของการเทรดแบบ CFD
สมมติว่าคุณต้องการเทรด CFD หุ้น ABC
- ราคาปัจจุบัน: 100 บาท
- คุณคาดการณ์: ราคาจะขึ้น
- คุณตัดสินใจ: เปิดสถานะ Long 100 CFD ที่ราคา 100 บาท
- Leverage: 1:10 (หมายความว่าคุณวางเงินประกันเพียง 1/10 ของมูลค่าสัญญา)
ต่อมา ราคาหุ้น ABC ปรับตัวขึ้นเป็น 105 บาท
- คุณตัดสินใจ: ปิดสถานะ Short 100 CFD ที่ราคา 105 บาท
- กำไร: (105 – 100) บาท/CFD * 100 CFD = 500 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)
ในทางกลับกัน หากราคาหุ้น ABC ปรับตัวลงเป็น 95 บาท
- คุณตัดสินใจ: ปิดสถานะ Short 100 CFD ที่ราคา 95 บาท
- ขาดทุน: (95 – 100) บาท/CFD * 100 CFD = -500 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียม)
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลในบทความข้างต้นนี้ที่ได้อธิบายเกี่ยวกับ “CFD คืออะไรพร้อมกับบอกหลักการพื้นฐาน” ให้กับท่านผู้อ่าน คิดว่าน่าจะทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจและสนใจที่จะลงทุนในแบบ CFD กันมากขึ้นนะครับ
